4 ไม่ - หลบกับดักทางการตลาดในยุคดิจิตอล


ในยุคดิจิตอลนี้มีเทคโนโลยีที่มากขึ้น แต่ความเชื่อบางอย่างอาจทำให้เราทำการตลาดไม่ประสบความสำเร็จ มาดูเทคนิค 4 ไม่ เพื่อหลบกับดักเหล่านี้


1. ไม่แยกโลก - “Forget the Line”

ในตอนนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงเรื่องของโลก Online และหลาย ๆ คนก็มุ่งเน้นที่จะทำการตลาดทาง Online แต่ในชีวิตประจำวันทุกคนไม่สามารถแยกได้ชัดว่าเราอยู่ใน Online หรือ Offline ดังนั้นการที่นักการตลาดตั้งคำถามว่าควรใช้ทำสื่อหรือทำการตลาดผ่านช่องทาง Online หรือ Offline จึงเป็นสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งที่ควรจะเป็นคือ การเข้าไปดูชีวิตของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย แล้วเข้าไปอยู่ในชีวิตเขา

ตัวอย่างเข่น ในกรณี “แม่มณี” ของธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจากธนาคารได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ขายได้บางอย่าง ซึ่งทำให้รู้ว่าหลายร้านยังคงมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เมื่อธนาคารเปิดตัวแม่มณี ที่มีลักษณะเป็นจุดรับชำระเงินด้วย QR Code พร้อมรูปนางกวัก ทำให้หลาย ๆ ร้านเลือกที่จะใช้แม่มณี ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะในไม่กี่เดือนสามารถเพิ่มจาก 1,000 ร้านค้า เป็น 1.5 แสนร้านค้าได้ และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มเรื่อย

ดังนั้น ถ้าเราไม่สามารถแยกได้ชัดว่าเราอยู่ใน Online หรือ Oflline เทรนการตลาดใหม่ที่กำลังมาแรงคือ “Onlife” หรือการเข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้า และเข้าใจชีวิตของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

2. ไม่ต้องเพอร์เฟค - “Done” is better than “Perfect”

ในยุคที่ข่าวสารเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว และหายไปอย่างรวดเร็ว เช่น แฮชแท็คต่าง ๆ การที่แต่ทำให้สื่อ ๆ หนึ่งเพอร์เฟคอาจจะทำให้เราพลาดเหตุการณ์สำคัญทางการตลาดไปแล้วก็ได้ รวมถึงการที่จะสร้างแคมเปนต่าง ๆ ถ้ารอให้เพอร์เฟคอาจจะทำให้พลาดลูกค้าได้หลายคน การที่ทำให้ดีระดับนึงแล้วปล่อยออกมาน่าจะเป็นสิ่งที่คุ้มกว่าในยุคปัจจุบัน

จากแนวคิดนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Real-Time Marketing” ซึ่งคือการทำสื่อหรือการตลาดที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เพจ Major Group ที่สามารถทำ content ได้สอดคล้องกับเหตุการณ์ ทำให้สามารถดึงดูดคนได้มาก

3. ไม่ซ้ำซาก - "Unique Me"

ในสมัยก่อนการขายสินค้าจะเป็นในลักษณะ “Mass Production” เช่น ถ้าบริษัทขายรองเท้าก็จะผลิตมารูปแบบเดียว แต่ในปัจจุบันลูกค้าเริ่มมีความต้องการที่อยากได้สินค้า หรือบริการที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละคน หรือที่เรียกว่า “Personalization” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีบางบริษัทได้ทำในลักษณะของ “Customization” เช่น Nike ที่สามารถให้ลูกค้าปรับแต่งรองเท้าได้เอง ทั้งสีและลาย เป็นต้น

แต่สำหรับคำว่า Personalization คือการที่ลูกค้าไม่ต้องเลือกเอง แต่เป็นการทำการตลาดให้แต่ละบุคคล ถ้าเทียบกับกรณีของ Nike คือบริษัทต้องสามารถวิเคราะห์และนำเสนอรองเท้าให้ลูกค้าได้เลย หรือเว็บ E-Commerce ต่าง ๆ มีระบบแนะนำสินค้าหรือโปรโมชัน ซึ่งจะแสดงโดยอาศัยข้อมูลการซื้อในอดีตของแต่ละคน

ซึ่งการที่จะทำ Personalized Marketing บริษัทจะต้องมีการเก็บข้อมูลลูกค้าที่เยอะมากพอ ทั้งประวัติ เพศ อายุ ประวัติการซื้อ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เองที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเข้าใจลูกค้า ได้มากกว่าลูกค้าเข้าใจตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยี เช่น AI/ Machine Learning แต่การเก็บข้อมูลต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของลูกค้าด้วย การทำการตลาดลักษณะนี้มีโอกาสทำให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นได้

4. ไม่ทิ้ง Branding

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการทำการตลาดอย่างเดียว ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ สามารถดึงดูดใจลูกค้าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่พอ เพราะสิ่งที่จะมัดใจลูกค้าได้คือการทำแบรนด์ให้ดีด้วย อ่านเพิ่มเติม