วิกฤตโควิด สงครามเย็นครั้งใหม่?


สงครามเย็นคืออะไร?

         สงครามเย็น คือ สงครามระหว่างกลุ่มประเทศสองกลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและระบอบการเมืองที่แตกต่างกันอย่าง กลุ่มประเทศโลกเสรี นำโดยสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ นำโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งสงครามดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงประมาณ ค.ศ.1945-1991 (พ.ศ. 2488-2534)


เกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัน?

          เนื่องด้วยในปัจุบันโลกอยู่ในยุคที่มีชื่อว่า “โลกาภิวัตน์” ยุคที่สิ่งต่าง ๆรอบตัวเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้อมูล” สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและอิสระ การจะทำอะไรสามารถทำได้โดยง่าย ทำให้เราได้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบัน “สังคมระหว่างประเทศ” นั้นมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆและถึงแม้ว่าลักษณะพิเศษของสังคมระหว่างประเทศนั้นก็คือ “ความเท่าเทียม” กันระหว่างรัฐก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้วสิ่งที่สำคัญและถือว่าเป็นปัจจัยกำหนด “สถานะ” ของแต่ละประเทศในสังคมโลกก็หนีไม่พ้นอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยในปัจจุบันเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า “จีน” และ “สหรัฐอเมริกา”คือ 2 ประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลและอำนาจต่อรองสูงเป็นอันดับต้น ๆของโลกใบนี้


ทำไมจีนและสหรัฐอเมริกาจึงต้องแข่งขันกันผลิตวัคซีน?

          อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าจีนและสหรัฐอเมริกาถือได้ว่าเป็น 2 ประเทศผู้นำโลกในยุคปัจจุบัน และด้วยความต้องการที่จะเป็นผู้นำอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง เป็นแรงผลักดันให้ทั้ง 2 ประเทศต้องแข่งขันกันมาโดยตลอด โดยเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เช่น สงครามการค้า (Trade War)

          การแข่งขันการผลิตวัคซีนนี้ถือเป็นประเด็นล่าสุดที่ทั้ง 2 ประเทศนั้นต้องห้ำหั่นกันเพื่อขึ้นเป็นผู้นำโลก ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันความต้องการวัคซีนดังกล่าวนั้นมีมาก หากประเทศใดผลิตได้สำเร็จ นอกจากจะมีอำนาจต่อรองในส่วนราคาของวัคซีนและสามารถทำกำไรในส่วนนี้ได้มากแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการยอมรับจากนานาประเทศอีกด้วย

          ในปัจจุบัน ( วันที่ 4 กรกฎาคม 2563) ขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้อยู่นั้น การคิดค้นวัคซีนนั้นยังไม่เป็นผลสำเร็จ แต่มีข่าวว่าในด้านของประเทศจีนว่าเริ่มมีการทดลองฉีดวัคซีนในคนแล้ว ในขณะที่ทางฝั่งของสหรัฐ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เร่งผลิตวัคซีนออกมาให้เร็วที่สุด จนทำให้หลายๆฝ่ายโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์เริ่มกังวลถึงประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวที่จะถูกผลิตออกมาให้ผู้คนจำนวนมากได้ใช้กันในอนาคต โดยอย่าลืมว่าการที่จะผลิตวัคซีนที่ใช้สำหรับรักษา/ป้องกันโรคใดโรคหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ซึ่งในปัจจุบันยังมีวัคซีนอีกหลายชนิดที่ยังไม่สามารถทำขึ้นมาใช้ได้จริงอย่าง วัคซีน HIV เป็นต้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ย้ำเตือนให้คิด ว่าระหว่าง “ความเร็วผลิตวัคซีน” กับ “ประสิทธิภาพของวัคซีน” แท้จริงแล่วอะไรเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่ากันแน่?


ส่งท้าย

          สุดท้ายนี้ ไม่ว่าประเทศใดจะสามารถผลิตวัคซีนออกมาได้ก่อนก็ตาม (อาจจะไม่ใช่ทั้งจีนและสหรัฐ) ไม่ว่าประเทศนั้นจะมีวัตถุประสงค์ใดในการผลิต วัคซีนที่ถูกคิดค้นได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อโลกและสามารถช่วยเหลือประชากรโลกได้มากมาย เสมือนกับสงครามเย็นที่ไม่ว่ากลุ่มประเทศโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐอเมริกา หรือ กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต จะเป็นผู้ชนะก็ตาม ย่อมนำพาความสงบสุขให้บังเกิดแก่สังคมอยู่เสมอ ภายหลังจากการได้ยินคำว่า “สิ้นสุดสงคราม” เราจะได้เห็นรอยยิ้มจากผู้คน การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของสังคม ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการยุติสงครามอย่างแท้จริง โดยมีคำพูดที่พูดกันแบบติดตลกอยู่คำพูดนึง ใจความว่า หากสหรัฐสามารถผลิตวัคซีนได้ก่อน ทั้งโลกจะได้ใช้วัคซีนที่มีราคาแพง ในทางตรงกันข้ามหากจีนสามารถผลิตวัคซีนได้ก่อน เราจะมีวัคซีนรักษา/ต้านไวรัสโคโรนาในราคาที่ถูกให้ได้ใช้งานกัน แล้วคุณล่ะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไร? หากประเทศที่สามารถผลิตวัคซีนได้ก่อนเป็นหนึ่งในสองประเทศนี้จริง คุณอยากให้เป็นประเทศไหน? เพราะอะไร?

เขียนและเรียบเรียง: ไอดี43